วันที่ 27 มิ.ย.2560 เวลา 12:13:07 AM
 

ธนารักษ์กับเกาะเสม็ด

โดย t    วันที่ 10/10/2012  
 เจ้าพระยาปริ๊นเซส  ที่พักเกาะล้าน  ที่พักกาญจนบุรีรีสอร์ท

เคยเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเกาะเสม็ด ถึงความเป็นมาหลังจากที่มีกรณีพิพาทในหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แบบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ในเรื่องการก่อสร้างท่าเทียบเรือนั้น

คราวนี้มีมุมที่มาจากผู้รู้จริงในกรมธนารักษ์ ในฐานะผู้ได้รับสิทธิในการครอบครองพื้นที่บางส่วนบนเกาะเสม็ดในฐานะที่ราชพัสดุ

กรมธนารักษ์ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่ดินบนเกาะเสม็ดว่า พื้นที่บนเกาะเสม็ดมีประวัติความเป็นมา โดยกองทัพเรือครอบครองใช้ประโยชน์เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศทางทะเล ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตามหลักฐานรายงานของ กรมพระยานริศรานุวัติวงษ์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2439 (รศ.114) รายงานว่า

มีการตั้งด่านทหารบนเกาะเสม็ดของ พระยาชลยุทธโยธิน และฝึกซ้อมรบของทหารเรือของผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนใช้เป็น

ที่ตั้งประภาคาร และบ้านพักผู้รักษาประภาคาร จึงทำให้ที่ดินบนเกาะเสม็ดเป็นที่ราชพัสดุทั้งเกาะ ซึ่งต่อมาได้มีการรังวัดได้เนื้อที่ประมาณ 4,200 ไร่

ต่อมามีการบุกรุกและทำลายธรรมชาติบนเกาะเสม็ดเป็นอย่างมาก โดยกองทัพเรือได้อนุญาตให้ กรมป่าไม้ เป็นผู้ดูแลเกาะเสม็ดทั้งเกาะ แต่มีเงื่อนไขว่าการดำเนินการของกรมป่าไม้จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อการใช้ประโยชน์ของกองทัพเรือ และเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศ กองทัพเรือของสงวนสิทธิที่จะใช้พื้นที่ได้ทันที

เมื่อปี พ.ศ.2524 มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบนพื้นที่บนเกาะเสม็ดบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 3,500 ไร่ เกาะเสม็ดจึงเหลือพื้นที่นอกเขตอุทยานฯ ประมาณ 700 ไร่

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ส่งคืนที่ราชพัสดุบนเกาะเสม็ดทั้งหมดให้ กรมธนารักษ์

สำหรับการที่มีการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนนั้น ที่ดินบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นที่ราชพัสดุ เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง โดยหากจะมีการก่อสร้าง หรือดำเนินการใดๆ ในแนวทางปฏิบัติกรมธนารักษ์ก็จะขออนุญาต หรือขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผู้มีอำนาจในเขตพื้นที่จังหวัด

สำหรับปัญหาข้อพิพาทกับราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2533 อุทยานฯได้จับกุมดำเนินคดี ราษฎรจึงร้องเรียนขอความเป็นธรรม คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) มีมติว่าแนวเขตอุทยานฯ ยังคลาดเคลื่อนตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันตรวจสอบแนวเขต และจัดทำแผนที่ให้เป็นฉบับเดียวกัน และให้นำที่ราชพัสดุที่มีข้อพิพาทดังกล่าวจัดให้เช่า (โดยห้ามมีการจัดให้เช่าเพิ่มเติมอีก) ซึ่งปรากฏว่าบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานฯ โดยมีหลักเกณฑ์ร่วมกับกรมอุทยานฯว่า

1. การทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุในเขตอุทยานฯ ให้ทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์
2. การเรียกเก็บค่าเช่า และค่าธรรมเนียม ให้กรมธนารักษ์เป็นผู้เรียกเก็บแต่เพียงฝ่ายเดียว>
3. การขออนุญาตพัฒนาปรับปรุง หรือก่อสร้าง จะต้องส่งแบบแปลนให้กรมอุทยานฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อเห็นชอบแล้วจะแจ้งให้กรมธนารักษ์ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

กรณีท่าเรือที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯจะถืออำนาจแต่ฝ่ายเดียวได้หรือ.